กฎหมายศุลกากรที่ควรทราบ

กฎหมายศุลกากรของไทยเป็นกฎหมายเก่าแก่ที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2469 ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเรื่อยมาโดยลำดับ ในปัจจุบันมีกฎหมายศุลกากรใช้บังคับอยู่รวม 17 ฉบับ ได้แก่

  • พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469
  • พระราชบัญญัติศุลกากร แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2471
  • พระราชบัญญัติศุลกากร แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2472
  • พระราชบัญญัติศุลกากร แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2474
  • พระราชบัญญัติศุลกากร แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2475
  • พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2479
  • พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 7) พุทธศักราช 2480
  • พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 8) พุทธศักราช 2480
  • พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พุทธศักราช 2482
  • พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 10) พุทธศักราช 2483
  • พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 11) พุทธศักราช 2490
  • พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 12) พุทธศักราช 2497
  • พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 13) พุทธศักราช 2499
  • ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 329 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515
  • พระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 พ.ศ. 2528
  • พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 14) พุทธศักราช 2534
  • พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พุทธศักราช 2543
  1. กฎหมายศุลกากรเป็นกฎหมายเก่าแก่ที่ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานไว้เป็นอย่างมาก เช่นเจ้าพนักงานสามารถเข้าตรวจค้นและยึดเอกสารต่างๆ ของผู้นำเข้าและผู้ส่งออกไปทำการตรวจสอบได้
  2. กฎหมายศุลกากรยังเป็นกฎหมายที่มีลักษณะพิเศษ กล่าวคือความผิดตามกฎหมายศุลกากรในบางมาตรา เป็นความผิดที่ไม่ต้องคำนึงว่ามีเจตนาหรือไม่ ซึ่งต่างจากกฎหมายอาญาที่ความผิดขึ้นอยู่กับเจตนา
  3. เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้นำเข้าและผู้ส่งออกจำนวนมาก รวมทั้งตัวแทนออกของจำนวนไม่น้อยที่ขาดความรู้เกี่ยวกับกฎหมายศุลกากร ทั้งๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายศุลกากรของไทยที่ควรทราบ

ความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร
ความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร มีอายุความสิบปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณเงินอากรผิด ให้มีอายุความสองปี

ทั้งนี้นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งออก (มาตรา 10 แห่ง พรบ.ศุลกากร พ.ศ.2469 แก้ไขเพิ่มเติมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 329 ข้อ 4)
ความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงอากรหรือข้อจำกัด

ความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงอากร หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือยังไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปีหรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 27 แห่ง พรบ.ศุลกากร พ.ศ.2469)

ความผิดเกี่ยวกับการรับไว้ซึ่งของหลีกเลี่ยงอากร

ความผิดเกี่ยวกับการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย รับซื้อ จำนำ หรือรับไว้ซึ่งของหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือจำกัด ต้องระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินห้าปีหรือทั้งปรับทั้งจำ (มาตรา 27 ทวิ แห่ง พรบ.ศุลกากร พ.ศ.2469 แก้ไขเพิ่มเติมตาม พรบ ศุลกากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2497

ความผิดเกี่ยวกับการสำแดงอันเป็นเท็จ

ความผิดเกี่ยวกับการสำแดงอันเป็นเท็จก็ดี เป็นความไม่บริบูรณ์ก็ดีหรือเป็นการชักนำให้หลงผิดในรายการใดๆก็ดี มีโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือจำคุกไม่เกินหกเดือน (มาตรา 99 แห่ง พรบ.ศุลกากร พ.ศ.2469)

ไม่ต้องคำนึงว่ามีเจตนาหรือประมาทเลินเล่อ

การกระทำที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 และมาตรา 99 แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 นั้น ให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือหาไม่ (มาตรา 6 แห่ง พรบ.ศุลกากร ฉบับที่9 พ.ศ.2482)

ความผิดเกี่ยวกับขนของที่หลีกเลี่ยงอากร

เรือที่มีระวางบรรทุกไม่เกิน 250 ตัน รถ ยานพาหนะ หีบห่อหรือภาชนะอื่นใด ที่ใช้ในการย้ายถอนซ่อนเร้นหรือขนของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัดหรือต้องห้าม ท่านว่าให้ริบเสียสิ้น และถ้ามีของอื่นที่อยู่ในยานพาหนะหรือหีบห่ออัน ปรากฎว่ามีของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือที่ต้องจำกัดหรือต้องห้ามนั้นด้วยไซร้ ท่านว่าให้ริบของนั้นๆ เสียด้วยดุจกัน (มาตรา 32 แห่ง พรบ.ศุลกากร พ.ศ.2469) มาตรานี้ให้ใช้บังคับกับการเดินอากาศด้วย แต่ห้ามมิให้ริบอากาศยานไม่ว่าประการใดๆ

ความรับผิดในอันที่จะเสียภาษีอากร
ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของ เข้าสำเร็จ ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การคำนวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของและพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสีย ค่าภาษีเกิดขึ้น (มาตรา 10 ทวิ แห่งพรบ.ศุลกากร พ.ศ.2469 แก้ไขเพิ่มเติมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 329 ข้อ 5)

วันนำของเข้า

ถ้ามีความจำเป็นด้วยประการใด ๆ เกี่ยวด้วยการศุลกากรที่จะกำหนดเวลาเป็นแน่นอนว่า การนำของใดๆเข้ามาจะพึงถือว่าเป็นอันสำเร็จเมื่อไรไซร้ ท่านให้ถือว่าการนำของเข้ามาเป็นอันสำเร็จแต่ขณะที่เรือซึ่งนำของเช่นนั้นได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากเรือ หรือท่าที่มีชื่อส่งของถึง (มาตรา 41 แห่ง พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2469)

ของตกค้าง

ของที่นำเข้า (นอกจากที่เป็นสินค้าอันตราย) เมื่ออยู่ในอารักขาของศุลกากรเกิน 2 เดือน โดยไม่มีใบขนสินค้าหรือไม่ได้ชำระค่าอากรหรือวางประกันค่าอากร ให้อธิบดีบอกกล่าวไปยังตัวแทนเรือและเมื่อครบ 15 วัน แล้วอธิบดีมีอำนาจสั่งให้ทำลายหรือนำของนั้นออกขายทอดตลาดได้ (มาตรา 61 (2) แห่ง พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2469)
ความผิดเกี่ยวกับการขอรับเงินชดเชยและการคืนภาษีที่ไม่ถูกต้อง
ผู้ใดแจ้งความเท็จหรือให้ถ้อยคำหรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จ มาแสดงกับคณะกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้มีการประกาศกำหนดอัตราชดเชย หรือเพื่อให้มีการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นตามข้อความถ้อยคำหรือพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินสี่เท่าของเงินชดเชยที่ขอหรือที่จ่ายให้ แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 31 แห่ง พรบ. ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าที่ส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524)

ความผิดเกี่ยวกับของส่งออกที่ขอคืนภาษีแต่ไม่ตรงตามสำแดง
ของใดที่ขอคืนหรือได้อนุญาตคืนค่าภาษีแล้ว ได้บรรทุกลงเรือนำไปยังทำเนียบท่าเรือ ท่าเทียบเรืออื่นเพื่อส่งออกไป และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบว่าของไม่ตรงตามใบขนสินค้า หรือเอกสารอื่น ท่านให้ริบของนั้นเสียสิ้น กับทั้งหีบห่อและของสิ่งอื่นที่อยู่ในหีบห่อนั้นด้วย และบุคคลที่ขออนุญาตส่งและขอคืนค่าภาษีสำหรับของนั้น มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือสามเท่าจำนวนค่าภาษีที่ขอคืน หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน (มาตรา 60 แห่ง พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2469)

ความผิดเกี่ยวกับการไม่เก็บรักษาเอกสาร

ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง(เก็บรักษาเอกสารไว้เป็นเวลา 5 ปี) หรือฝ่าผืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขตามวรรคสอง (เก็บรักษาเอกสารต่ออีก 2 ปีนับจากวันเลิกกิจการ) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 113 พรบ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 )

ความผิดเกี่ยวกับการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อย (Post Audit)

มาตรา 115ทวิ พรบ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 บัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในวรรคหนึ่ง (ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดี ในการยอมให้เข้าตรวจสอบภายในสถานประกอบการ ยอมให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบัญชี เอกสาร หลักฐานหรือข้อมูล ยอมให้อายัดบัญชี เอกสาร หลักฐานหรือข้อมูล) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 115 ตรี บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือตรวจพบว่ามีการกระทำความผิดตามพระราช บัญญัตินี้หรือบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร เพื่อประโยชน์ในการไต่สวนเกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออก ตัวแทนของเรือตัวแทนของบุคคลดังกล่าวหรือบุคคลอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำ เข้าหรือการส่งออก ให้ถ้อยคำหรือแจ้งข้อเท็จจริงหรือทำคำชี้แจงเป็นหนังสือหรือสั่งให้บุคคลดัง กล่าวส่งบัญชี เอกสาร หลักฐาน หรือข้อมูล ไม่ว่าในสื่อรูปแบบใดๆ หรือสิ่งของอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมาตรวจสอบ โดยให้เวลาแก่บุคคลดังกล่าวไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง

ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พระราชบัญญัติศุลกากรฉบับใหม่ พ.ศ.2543
พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17)
พ.ศ.2543
------------------------------

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2543
เป็นปีที่ 55 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทร์มหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 35 มาตรา 37 และมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา 1พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พุทธศักราช 2543"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2543 เป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า "ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด" หรือ"ราคา" ในมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธศักราช 2469 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9 ) พุทธศักราช 2482 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

"คำว่า" ราคาศุลกากร" หรือ "ราคา" แห่งของอย่างใดนั้น

(1) ในกรณีส่งของออก หมายความว่า ราคาขายส่งเงินสดซึ่งจะพึงขายของประเภทและชนิดเดียวกันได้โดยไม่ขาดทุน ณ เวลา และที่ที่ส่งของออก โดยไม่มีหักทอนหรือลดหย่อนราคาอย่างใด หรือ

(2) ในกรณีนำของเข้า หมายความว่า ราคาของเพื่อความมุ่งหมายในการจัดเก็บอากรตามราคาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(ก) ราคาซื้อขายของที่นำเข้า

(ข) ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน

(ค) ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน

(ง) ราคาหักทอน

(จ) ราคาคำนวณ

(ฉ) ราคาย้อนกลับ

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้ราคาและการกำหนดราคาตาม (ก) (ข) (ค) (ง) (จ) และ (ฉ) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"

มาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พระพุทธศักราช 2469 ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พุทธศักราช 2482

"มาตรา 11 การกำหนดราคาศุลกากรในกรณีนำของเข้าจะต้องรวมค่าประกันภัย ค่าขนส่งของที่นำเข้ามายังท่าหรือที่ที่นำของเข้า ค่าขนของลง ค่าขนของขึ้นและค่าจัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งของที่นำเข้ามายังท่าหรือที่ที่นำของเข้า

ในกรณีที่ไม่มีมูลค่าของรายการค่าประกันภัย หรือค่าขนส่งของที่นำเข้ามายังท่าหรือที่ที่นำของเข้า หรือไม่มีค่าขนของลง ค่าขนของขึ้น หรือค่าจัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งของที่นำเข้ามายังท่าหรือที่ที่นำของเข้า การกำหนดมูลค่าของรายการดังกล่าวให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด"

มาตรา 5 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 11 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพระพุทธศักราช 2469

"มาตรา 11 ทวิ ในกรณีที่พิจารณาเห็นว่า ราคาสำแดงของของที่นำเข้ามีราคาต่ำอย่างปรากฏชัดหรือไม่น่าจะเป็นมูลค่าอันแท้จริง และหากได้มีการกำหนดราคาศุลกากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้ราคาและการกำหนดราคาศุลกากรตามความใน (2) (ก) (ข) (ค) (ง) และ (จ) ของบทนิยามคำว่า "ราคาศุลกากร" หรือ "ราคา" ในมาตรา 2 แล้วยังคงมีราคาต่ำอย่างปรากฏชัดหรือไม่น่าจะเป็นมูลค่าอันแท้จริงของของนั้นอีก ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดราคาศุลกากรของของดังกล่าวได้"

มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธศักราช 2469 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

"มาตรา 12 ถ้าไม่ตกลงในเรื่องราคาศุลกากรสำหรับของอย่างใดๆ ให้อธิบดีมีอำนาจที่จะรับของนี้ไว้เป็นค่าภาษี หรือ ประเภทหนึ่ง เต็มทั้งส่วนหรือทั้งกองตามราคาที่สำแดงไว้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละสองกึ่ง หรือถ้าไม่รับของไว้เป็นค่าภาษีหรือรับซื้อไว้ดังว่านี้อธิบดีและเจ้าของต่างมีอำนาจตั้งอนุญาโตตุลาการมีจำนวนเท่ากัน แต่ไม่เกินฝ่ายละสองคนเพื่อช่วยให้ตกลงกันในข้อโต้เถียง"

มาตรา 7 ให้ยกเลิกวรรคสามของมาตรา 112 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธศักราช 2469 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 329 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515

มาตรา 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 112 ฉ มาตรา 112 สัตต มาตรา 112 อัฎฐ มาตรา 112 นว มาตรา 112 ทศ มาตรา 112 เอกาทศ มาตรา 112 ทวาทศ มาตรา 112 เตรส มาตรา 112 จตุทศ มาตรา 112 ปัณรส มาตรา 112 โสฬส มาตรา 112 สัตตรส มาตรา 112 อัฎฐารส และมาตรา 112 เอกูนวีสติ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธศักราช 2469

"มาตรา 112 ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้า หน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน โดยในกรณีที่เป็นการนำของเข้าหรือส่งของออกในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหา นคร อาจอุทธรณ์โดยยื่นผ่านด่านศุลกากรหรือสำนักงานศุลกากรภาคก็ได้ โดยต้องปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด"

"มาตรา 112 สัตต ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ประกอบด้วยอธิบดีเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอธิบดีแต่งตั้งอีกจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเจ็ด คน เป็นกรรมการ
ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่งตั้งข้าราชการสังกัดกรมศุลกากรเป็นเลขานุการและเป็นผู้ช่วยเลขานุการ โดยให้เลขานุการเป็นกรรมการด้วย"

"มาตรา 112 อัฎฐ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอธิบดีแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่งหากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินการต่อไปจน กว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่
การแต่งตั้งกรรมการใหม่ให้แต่งตั้งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ
กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน"

"มาตรา 112 นว นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอธิบดีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(1) ตาย

(2) ลาออก

(3) เป็นบุคคลล้มละลาย

(4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(5) อธิบดีมีคำสั่งให้ออกเนื่องจากมีเหตุบกพร่องอย่างยิ่งต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง

(6) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้อธิบดีแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทนและให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้ง
ให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน"

"มาตรา 112 ทศ การประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต้องมีกรรมการมาประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด"

"มาตรา 112 เอกาทศ ถ้ากรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียในเรื่องที่วินิจฉัยจะเข้าร่วมประชุมหรือลงมติในเรื่องนั้นมิได้"
"มาตรา 112 ทวาทศ เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยอุทธรณ์

ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกหนังสือ เรียกผู้อุทธรณ์หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งบัญชี เอกสาร หลักฐาน หรือข้อมูล ไม่ว่าในสื่อรูปแบบใด ๆ หรือสิ่งของอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อุทธรณ์มาแสดงได้ โดยให้เวลาบุคคลดังกล่าวไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ส่งหนังสือ เรียก
ผู้อุทธรณ์ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกตามวรรคหนึ่ง หรือไม่ยอมให้ถ้อยคำโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์นั้นเสีย"

"มาตรา 112 เตรส ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการ อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่จะมอบหมายและรายงานต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
ให้นำความในมาตรา 112 ทศ และมาตรา 112 เอกาทศ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่ง ตั้งโดยอนุโลม"
"มาตรา 112 จตุทศ ให้กรรมการในคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่งตั้ง เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา"
"มาตรา 112 ปัณรส คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นที่สุดและในกรณีที่มีการ เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยในภายหลัง คำวินิจฉัยที่เปลี่ยนแปลงนั้นมิให้มีผลใช้บังคับย้อนหลัง เว้นแต่ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยก็ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการตามคำพิพากษาในส่วนที่เป็นโทษย้อน หลังได้เฉพาะบุคคลซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น"
"มาตรา 112 โสฬส ในกรณีที่จะต้องชำระอากรเพิ่มหรือเงินประกันไม่คุ้มค่าอากร การอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ฉ ไม่เป็นเหตุทุเลาการชำระอากรตามจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินไว้ เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาได้ ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียอากรเพิ่มขึ้น ผู้อุทธรณ์จะต้องชำระภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง"

"มาตรา 112 สัตตรส คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์"
"มาตรา 112 อัฏฐารส ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็น คดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เว้นแต่ใน กรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ทวาทศ"

"มาตรา 112 เอกูนวีสติ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 112 ทวาทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

มาตรา 9 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 113 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พระพุทธศักราช 2469

"มาตรา 113 ทวิ ให้ผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออก ตัวแทนของเรือ ตัวแทน ของบุคคลดังกล่าวหรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องตามที่อธิบดีกำหนด มีหน้าที่เก็บและรักษาบัญชีเอกสาร หลักฐาน และข้อมูล ไม่ว่าในสื่อรูปแบบใด ๆ ที่บุคคลดังกล่าวใช้อยู่ซึ่งเกี่ยวข้องกับของใด ๆ ที่กำลังผ่านหรือได้ผ่านศุลกากรไว้ ณ สถานที่ประกอบการหรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนด เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ของเข้าหรือส่งของออก

ในกรณีที่บุคคลหรือนิติบุคคลตามวรรคหนึ่งเลิกประกอบกิจการ ให้บุคคลหรือนิติบุคคลหรือผู้ชำระบัญชีของนิติบุคคลนั้น เก็บและรักษาบัญชี เอกสารหลักฐานและข้อมูลดังกล่าว ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนด ต่อไปอีกสองปีนับแต่วันเลิกประกอบกิจการ
ให้อธิบดีมีอำนาจประกาศกำหนดชนิดของเอกสารที่บุคคลตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่เก็บและรักษา รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเก็บและรักษาบัญชี เอกสารหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวได้
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขตามวรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

มาตรา 10 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 115 ทวิ มาตรา 115 ตรี มาตรา 115 จัตวา มาตรา 115 เบญจ และมาตรา 115 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพระพุทธศักราช 2469

"มาตรา 115 ทวิ

ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าได้มีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบท บัญญัติของพระราชบัญญัตินี้หรือบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร ให้อธิบดีผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีคำสั่งเป็น หนังสือให้เป็นผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ มีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) เข้าไปในสถานที่ประกอบการของผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออก ตัวแทนของเรือ ตัวแทนของบุคคลดังกล่าว หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง หรือสถานที่อื่นที่เกี่ยวข้องของบุคคลดังกล่าว ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการ ในการนี้ให้มีอำนาจสั่งบุคคลดังกล่าวหรือบุคคลที่อยู่ในสถานที่นั้นให้ ปฏิบัติเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ

(2) สอบถามข้อเท็จจริงหรือเรียกบัญชี เอกสาร หลักฐาน หรือข้อมูล ไม่ว่าในสื่อรูปแบบใด ๆ หรือสิ่งของอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จากผู้นำเข้า ผู้ส่งของออก ตัวแทนของเรือ ตัวแทนของบุคคลดังกล่าว หรือ บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเข้าหรือการส่งออก

(3) ยึดหรืออายัดบัญชี เอกสาร หลักฐาน หรือข้อมูล ไม่ว่าในสื่อรูปแบบใด ๆ หรือสิ่งของที่อาจใช้พิสูจน์ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือบทกฎหมายอื่นที่ เกี่ยวข้องกับการศุลกากร
ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 115 ตรี ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือตรวจพบว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ นี้หรือบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร เพื่อประโยชน์ในการไต่สวนเกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้นำของเข้าผู้ส่งของออก ตัวแทนของเรือ ตัวแทนของบุคคลดังกล่าวหรือบุคคลอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเข้าหรือการส่ง ออก ให้ถ้อยคำหรือแจ้งข้อเท็จจริงหรือทำคำชี้แจงเป็นหนังสือหรือสั่งให้บุคคลดัง กล่าวส่งบัญชี เอกสาร หลักฐาน หรือข้อมูล ไม่ว่าในสื่อรูปแบบใด ๆ หรือสิ่งของอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมาตรวจสอบ โดยให้เวลาแก่บุคคลดังกล่าวไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 115 จัตวา ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล ให้กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วยเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการกระทำนั้นได้กระทำโดยตนมิได้รู้เห็นหรือ ยินยอมหรือตนได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้นแล้ว

มาตรา 115 เบญจ ในการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดี ผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

มาตรา 115 ฉ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ อธิบดี ผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง
บัตรประจำตัวให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา"

มาตรา 11 ให้ยกเลิกความในมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พุทธศักราช 2482 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

"มาตรา 10 เมื่อนำของใดๆเข้ามาหรือสิ่งของใดๆออกไปและของนั้นต้องเสียอากรหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งออกแสดงรายการต่อไปนี้ในใบขนสินค้า คือ ชนิดของ คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก ราคาศุลกากร และรายการอย่างอื่นๆตามแต่อธิบดีจะต้องการ และให้ลงนามรับรองในใบขนสินค้าหรือใช้วิธีอื่นใดตามที่อธิบดีกำหนดเพื่อ รับรองใบขนสินค้าว่าข้อความที่ได้แสดงไว้นั้นเป็นความสัตย์จริง

ถ้าไม่พึงสอบทราบราคาศุลกากรได้ ให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งออกแสดงค่าแห่งของประเภทและชนิดเดียวกันซึ่งจะพึงส่งมอบได้ ณ ที่ที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี แต่ในส่วนของขาเข้าไม่รวมค่าอากร"
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 117 ตอนที่ 17ก ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2543